วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ดอกเหลืองปรีดียาธร



ชื่อพื้นเมืองอื่น: ตาเบบูยาเหลือง
ชื่อสามัญ : Silver trumpet tree, Tree of gold, Paraguayan silver trumpet tree ...
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tabebuia argentea Britt
วงศ์: BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด: อเมริกากลางและหมู่เกาะอินดีสตะวันตก

ประเภท: ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 8 เมตร เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ เรือนยอดรูปไข่ เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกเป็นร่องขรุขระ ลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อน กิ่งก้านเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านเป็นชั้น โตช้า เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี แดดจัด

ใบ: เป็นใบประกอบประกอบด้วยใบย่อย 5 ใบ ลักษณะใบหนาแข็ง และมีขนนุ่ม มีสีเขียวอมขาวดอก: มีสีเหลืองสด ออกเป็นช่อๆ ละ 3-10 ดอก ลักษณะกลีบดอกติดกัน ก้านดอกเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เมื่อดอกร่วงจะติดฝักและมีเมล็ด ขั้วดอกเหนียวและดอกจะร่วงยากกว่าเหลืองอินเดีย ดอกออกมากแต่ยังมีใบคงอยู่บนต้นมากไม่ร่วงหมดต้น ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม
ผล: เป็นฝัก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร สีเทา มีเส้นสีดำ

การขยายพันธุ์: ด้วยการเพาะเมล็ด และการตอน แต่การตอนจะโตได้เร็วกว่า
การดูแล: ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้รวดเร็ว
ต้นไม้ตระกูลนี้ไม่ชอบน้ำมาก
ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ถ้าท่านขับรถพาครอบครัวไปเที่ยวหัวหิน ก็ยังมีดอกเหลืองปรีดียาธรให้ชมกันอย่างเต็มตาทีเดียว

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"ยาลดความอ้วน"สารอันตราย



พิษภัย'ยาลดความอ้วน' นั้นยังมีให้เห็นต่อเนื่องในสังคมไทยเช่น โศกนาฏกรรมล่าสุดที่เกิดขึ้นกับน.ส.โชติมา จินตนาผลอายุ 16 ปี นักเรียนโรงเรียนวัดราชาธิวาส ซึ่งสั่งซื้อยาลดความอ้วนPAODY Slim Capsule กับ L-Carnitine Plus มารับประทานโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ความจริงจะเรียกผลิตภัณฑ์เหล่านี้ว่า 'ยา' คงไม่ได้

เพราะควรเรียกว่า 'สารลดความอ้วนซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ' จะตรงประเด็นกว่า น่าวิตกที่ภายหลังจากข่าวการเสียชีวิตของน.ส.โชติมา เผยแพร่ไปทั่วประเทศ แต่สารลดความอ้วนทั้งสองชนิด ก็ยังขายโจ่งแจ้งในอินเตอร์เน็ตนับหมื่นเว็บไซต์

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลไว้ว่า ตามปกติแพทย์จะสั่งจ่ายยาลดความอ้วนในกรณีผู้ป่วยเป็น'โรคอ้วน'พร้อมกับติดตามผลอย่างใกล้ชิดเนื่องจากยาลดความอ้วนอาจจะส่งผลกระทบต่อร่างกายถึงขั้นเสียชีวิต

วิธีการลดความอ้วนไม่ใช่แค่พึ่งยาอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กัน

นอกจากนั้น สารประกอบในยาลดความอ้วนยังเพิ่มความเสี่ยงส่งผลให้ผู้ป่วยโรคหัวใจ หลอดเลือด เบาหวาน ความดัน อาการทรุดหนักลงได้
ที่สำคัญ เด็กอายุน้อยกว่า 13 ปี หรือสตรีมีครรภ์ ห้ามใช้ยาดังกล่าวโดยเด็ดขาด
โดยทั่วไปยาลดน้ำหนักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ แยกตามตำแหน่งการออกฤทธิ์ของยา คือ

-ยากลุ่มออกฤทธิ์ที่สมอง ส่งผลต่อศูนย์ควบคุมการรับประทานอาหาร โดยไปกดไว้จนไม่อยากอาหาร

-ยาออกฤทธิ์ต่อส่วนนอกสมอง ทำให้ระบบลำไส้ยับยั้งการดูดซึมของสารอาหารอาการผิดปกติที่พบบ่อย หลังจากทานสารลดความอ้วนเข้าไปอาทิ

กระวนกระวาย ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง เหงื่อออก คลื่นไส้ ท้องผูก ไปจนถึงตื่นเต้นเกินเหตุ ม่านตาขยาย ประสาทหลอน

เมื่อใช้ไประยะหนึ่งจะเกิดอาการ'เสพติด' ในบางกรณีที่อาการร้ายแรงจะเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน ระบบการไหลเวียนของเลือดล้มเหลว ชัก โคม่า และเสียชีวิตในที่สุด

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

ประเพณีวันไหล


วันไหล : คือ วันทำบุญขึ้นปีใหม่ของชาวทะเล โดยกำหนดหลังวันมหาสงกรานต์ประมาณ 5-6 วัน เดิมเรียกว่า ประเพณีก่อ
พระทรายน้ำไหล วัดใดอยู่ใกล้แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึงในบริเวณนั้น ก็จะจัดประเพณีขึ้นโดยชาวบ้านจะช่วยกันชนทรายตามชายหาดใกล้ ๆ เข้าวัด ทำให้วัดนั้น ๆ ได้รับประโยชน์ในการใช้ทรายก่อสร้างเสนาสนะและปูชนียสถานในวัด หรือถมบริเวณวัด


วันก่อพระทรายน้ำไหล เป็นวันที่ชาวบ้านขนทรายมาเข้าวัด เพื่อก่อเป็นรูปกรวยเล็ก ๆ เพื่อให้ครบ 84,000 กอง เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ เจดีย์ทรายตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงประดับด้วยดอกไม้ และธงต่าง ๆ เพื่อเป็นพุทธบูชา มีการละเล่นพื้นเมืองเพื่อความสามัคคีและสนุกสนานรื่นเริง มีการทอดผ้าป่า ทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในเทศกาลตรุษไทย และจัดเลี้ยงผู้คนที่มาร่วมงานด้วย ปัจจุบันสภาพบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การขนทรายเข้าวัดดังเช่นในอดีตที่เคยใช้การหาบเข้ามาก็เปลี่ยนเป็นบรรทุกใส่ รถยนต์แทน เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็ว วัดหลายวัดจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะใช้ทรายที่ถูกซัดมารวมที่ คู หนอง คลอง บึง ประกอบกับสถานที่ดังกล่าวเกิดสภาพตื้นเขิน งานก่อพระทรายจึงเปลี่ยนไป และเรียกกันง่าย ๆ ว่า วันไหล หรือ ประเพณีวันไหล
จังหวัด ชลบุรี

ได้จัดงานวันไหลและส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณชายหาดบางแสน และชายหาดพัทยา ขึ้นประมาณวันที่ 17-18 เมษายน ของทุกปี ในเทศกาลวันไหลจะมีการจัดกิจกรรมหลายอย่าง อาทิ การทำบุญใส่บาตร การสรงน้ำพระพุทธรูป การเล่นสาดน้ำสงกรานต์ การก่อพระเจดีย์ทราย การแข่งขันกีฬาพื้นเมือง การแข่งขันด้านอาชีพ ฯลฯ นอกจากนี้สุภาพสตรีคนใดที่มาร่วมงานด้วยการแต่งกายแบบไทยก็จะมีแมวมองส่ง เข้าประกวดขวัญใจงานวันไหล โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งสามารถสร้างความสนใจในหมู่ชาวไทย และชาวต่างประเทศได้อย่างดียิ่ง ในปี พ.ศ. 2540 การจัดงานประเพณีวันไหลชายหาดบางแสนได้เปลี่ยนชื่องานเป็น งานก่อพระทรายวันไหลบางแสน นับเป็นประเพณีท้องถิ่นที่ทรงคุณค่าและควรแก่การอนุรักษ์ไว้

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

เกาะเกร็ด




การล่องเรือชมวิถีชีวิตชุมชนมอญเกาะเกร็ด เริ่มต้นที่ท่าน้ำวัดปรมัยยิกาวาส สัญลักษณ์ของวัดคือ พระเจดีย์มุเตา เป็นเจดีย์ทรงรามัญ ก่อนลงเรืออาจแวะชมภาพจิตรกรรมแบบตะวันตกและงานฝีมือแบบมอญ ในพิพิธภัณฑ์ของวัด เรือจะพาล่องต่อไปตามแม่น้ำอ้อมเกร็ด ซึ่งเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม ด้านตะวันตกของเกาะเป็นเขตสวนผลไม้ และแปลงปลูกผักปลอดสารพิษ ไม่ควรพลาดแวะ คลองขนมหวาน หรือคลองบางบัวทอง ชมการทำขนมไทย ชิมและเลือกซื้อหาเป็นของฝาก ช่วงแม่น้ำลัดเกร็ด จะได้เห็น “บ้านมอญขวาง” ซึ่งปลูกขวางแนวแม่น้ำ เรียงรายกันอยู่ค่อนข้างหนาแน่น เมื่อขึ้นเรือที่ท่าน้ำวัดปรมัยยิกาวาส อาจเดินไปชมพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผามอญโบราณ บ้านกวานอาม่าน (หมู่บ้านช่างปั้น) หรือเดินต่อไป ชมโรงปั้น และเลือกซื้อหาของฝากจากแหล่งผลิต มื้อเที่ยงอย่าลืมแวะลิ้มลองอาหารมอญ โดยเฉพาะที่ทำจากหน่อกะลา เช่น ทอดมัน แกงส้ม ก๋วยเตี๋ยวหมู หากไปเที่ยวเกาะเกร็ดช่วงสงกรานต์ ก็จะได้ชิม ข้าวแช่ กะละแม และคะนอมจิน อาหารมอญโบราณ



วัดปรมัยยิกาวาส
ศิลปกรรมสำคัญในวัด ได้แก่ พระมหารามัญเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงรามัญ ที่ลานหลังพระอุโบสถ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างจำลองแบบจากพระเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี พระอุโบสถ ตกแต่งด้วยวัสดุจากอิตาลี ตามศิลปะพระราชนิยมในรัชกาลนี้ ภายในยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เขียนแบบสามมิติ (perspective) แบบตะวันตก พิพิธภัณฑ์วัดปรมัยยิกาวาส จัดแสดงศิลปกรรมมอญที่หาชมได้ยาก ได้แก่ งานแกะดุนโลหะ ยอดฉัตรพระมหารามัญเจดีย์ และงานเครื่องกระดาษ เช่น เหมหรือโลงศพ สำหรับงานศพพระเถระ เชิงบันไดทางขึ้นพิพิธภัณฑ์ มีโอ่งดินเผา เป็นฝีมือช่างเกาะเกร็ด ปั้นเมื่อปี พ.ศ. 2468 พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดเฉพาะเสาร์ – อาทิตย์

เส้นทางแนะนำ
ล่องเรือชมวัด ชุมชนมอญเกาะเกร็ด (ใช้เวลาครึ่งวัน)
นั่งเรือชมรอบเกาะ เพื่อสัมผัสความงดงามของบ้านเรือน และวัดสำคัญของชุมชนชาวมอญ รวมทั้งความร่มรื่นเขียวขจีของเรือกสวน แวะเข้าไปชมการทำขนมไทยที่คลองขนมหวาน จากนั้น ชมเส้นทางเครื่องปั้นดินเผาอันเลื่องชื่อของเกาะเกร็ด แล้วอิ่มอร่อยกับอาหารพื้นบ้านแบบมอญก่อนเดินทางกลับ

นั่งเรือรอบเกาะเกร็ด
มีเรือข้ามฟากที่วัดสนามเหนือ ข้ามมาที่ท่าน้ำวัดปรมัยยิกาวาส หากจะนั่งเรือรอบเกาะ มีเรือหางยาว นั่งได้ประมาณ 8 คน เหมาลำลำละ 500 บาท แต่แวะคลองขนมหวาน ราคา 700 บาท เรือเล็กเช่าจากปากเกร็ด เข้าคลองขนมหวาน ราคา 150 – 200 บาท

ล่องคลองบางใหญ่
จากท่าน้ำนนทบุรี มีเรือท้องแบนวิ่งเส้นทางนนทบุรี - คลองอ้อม - คลองใหญ่ ตั้งแต่ 4.00 - 20.00 น. ค่าโดยสาร 6 บาท ใช้เวลา 15-20 นาที

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554

ปาลิโอ


ปาลิโอ หรือ Palio เป็นภาษาอิตาเลียน ความหมายคือรางวัล ซึ่งทางกลุ่มเจ้าของโครงการต้องการให้เป็นรางวัลกับชุมชนคนเขาใหญ่โครงการปาลิโอประกอบด้วยร้านค้าเล็กๆน่ารักแบบถนนคนเดินสไตล์อิตาเลียน ผู้ออกแบบมีความรักและประทับใจในสถาปัตยกรรมสไตล์อิตาเลียนหลังจากเดินทางไปท่องเที่ยว และศึกษาดูงานมานานหลายปี นอกจากโครงสร้างที่โดดเด่นสวยงามเป็นเอกลักษณ์แล้ว ภายในโครงการยังได้นักจัดสวนระดับแถวหน้าสุดของประเทศไทยคือ คุณอำนาจ คีตพรรณา มาเนรมิตสวนสวยรายล้อมตัวอาคารร้านค้าให้โครงการสวยงามยิ่งขึ้น



โครงการปาลิโอ เขาใหญ่ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ หลักกิโลเมตรที่ 17 ติดกับโรงแรมจุลดิศ เขาใหญ่ รีสอร์ท แอนด์ สปา ภายในมีร้านค้ากว่า 140 ร้าน ประกอบด้วย ธนาคาร ร้านอาหารไทย อิตาเลียน ญี่ปุ่น ศูนย์อาหารที่คัดสรรแล้วว่าอร่อยจริง ลานเบียร์ ร้านขายยา ร้านขายของที่ระลึก พืชผักปลอดสารพิษ เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย เครื่องเสียง

นอกจากนั้นในทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายอาทิ ดนตรีในสวนจากนักร้องดังๆ นิทรรศการภาพถ่าย ประกวดกล้วยไม้ ภาพเขียน เป็นต้น ส่วนบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น คุณสุรางค์ เปรมปรีดิ์ คุณนุสบา ปุณณกันต์ คุณอรุโณชา ภานุพันธุ์ ได้จองร้านค้าเพื่อทำธุรกิจที่ปาลิโอเรียบร้อยแล้ว โดยปาลิโอ เขาใหญ่ กำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2552 นี้

ข้อมูล Palio ปาลิโอ เขาใหญ่

บริษัท เขาใหญ่ วิลเลจ มอลล์ จำกัด โดยการร่วมมือของ กลุ่มจุลดิศ และ กลุ่มพรีโม พอสโต
โครงการดำเนินการก่อสร้างอยู่บนพื้นที่ 7 ไร่ เป็นพื้นที่อาคารทั้งหมด 6,500 ตารางเมตรพื้นที่สวน และส่วนกลางอีก 4,700 ตารางเมตร ด้วยงบประมาณลงทุนมูลค่า 150 ล้านบาท ทั้งนี้ยังมิได้รวมถึงการลงทุนในการจัดการเรื่องการตลาด และ การจัดกิจกรรมต่างๆ ในโครงการ อีกทั้งทางกลุ่มจุลดิศ และ กลุ่มพรีโม พอสโต ยังวางแผนที่จะสร้างโครงการเฟส 2 บนเนื้อที่ที่จัดเตรียมไว้อีกประมาณ 5 ไร่ ในอนาคตข้างหน้า
งานสถาปัตยกรรม Palio เป็นกลุ่มอาคาร 1 และ 2 ชั้น มีร้านค้าหลากหลายประเภทกิจการอาทิ ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร และลานกิจกรรม

มีร้านค้ากว่า 140 ร้านใน Pailo ประกอบด้วยสินค้าหลากหลาย เช่น

ธนาคาร
ร้านอาหารไทย อิตาเลียน ญี่ปุ่น
ศูนย์อาหารที่คัดสรรแล้วว่าอร่อยจริง (เช่น ร้านข้าวหมกไฮโซ)
ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่
ร้านไวน์
ร้านขายยา
ร้านขายของที่ระลึก
พืชผักปลอดสารพิษ
เครื่องประดับ
เครื่องแต่งกาย
เครื่องเสียง
เฟอร์นิเจอร์
ร้านหนังสือธรรมะ

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หมีขั้วโลก



หมีขั้วโลก (Polar Bear) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นนักล่าแห่งดินแดนขั้วโลกเหนือที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพชีวิตกลางน้ำแข็ง ธรรมชาติสร้างให้หมีขาวแตกต่างจากหมีพันธุ์อื่น คือ มีขนคลุมอุ้งเท้า นิ้วเท้าสั้น เล็บโค้งงอเพื่อ ให้ยึดน้ำแข็งได้อย่างมั่นคง ในขณะเดียวกันก็มีท่อนขาขนาดใหญ่เพื่อเฉลี่ยน้ำหนักมหาศาล เพื่อสามารถเดินบนน้ำแข็งบางๆ ได้

หมีขั้วโลก ตัวผู้หนักถึง 775-1,500 ปอนด์ ส่วนตัวเมียหนัก 330-500 ปอนด์ มีถิ่นที่อยู่บริเวณอาร์กติก ขั้วโลกเหนือ แต่ไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน พบในอลาสกา แคนาดา รัสเซีย เดนมาร์ก (กรีนแลนด์) และนอร์เวย์ เป็นสัตว์สปีชีส์หนึ่งของโลกที่กำลังถูกคุกคาม ปัจจุบันหมีขั้วโลกมีจำนวนประมาณ 22,000-27,000 ตัว อยู่ในแคนาดามากที่สุดคือราว 15,000 ตัว ซึ่งการดำรงชีวิตให้อยู่รอดในแถบอาร์กติกที่มีอุณหภูมิหนาวเย็น ทำให้สัตว์หลายๆ ชนิดใช้เวลายาวนานในการวิวัฒนาการจนมีขนสีขาว หรือเปลี่ยนสีขนในฤดูหนาวจนกลมกลืนกับหิมะ ซึ่งเป็นการพรางตัวที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และหาอาหาร ดังเช่นกระต่ายป่าสีขาว (white hare) , นกนางนวลอาร์กติก (Arctictern) , ตัววีเซล (weasel) , ตัวเลมมิง (lemming) , หมาจิ้งจอกอาร์กติก (Arctic fox)
โดยเฉพาะหมีขั้วโลก (polar bear) ที่ใช้เวลาประมาณ 2 แสนปี พัฒนา และมีวิวัฒนาการจากหมีสีน้ำตาลมาเป็นหมีขาวในทุกวันนี้
หมีขั้วโลกหรือที่นักวิทยาศาสตร์บางคนระบุว่ามันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์แห่งมหาสมุทรที่ชอบใช้ชีวิตอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก หมีชนิดนี้อาศัยอยู่ในดินแดนน้ำแข็งที่หนาวเหน็บเกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจที่ราบทุนดร้าแห่งอาร์คติค มีพื้นที่ 5 ตารางไมล์ ที่นี่มีฤดูหนาวกินระยะเวลานานถึง 4 เดือน ซึ่งอุณหภูมิจะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงลบ 50 องศาเซลเซียล ลมจะพัดผ่านผืนหิมะอันว่างเปล่าด้วยความเร็วประมาณ 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ส่วนผืนน้ำถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งที่ลึกกว่า 6 ฟุตท่ามกลางความหนาวเหน็บนี้ หมีขั้วโลกใช้เวลายาวนานกว่าสองแสนปี เพื่อพัฒนาศิลปะแห่งการอยู่รอดในดินแดนแห่งนี้




แต่การปรับตัวบางอย่างถูกคิดค้นมาหลอกเราได้อย่างชาญฉลาด เช่น ขนสีขาวราวหิมะอันแสนสวยที่แลดูขาวสะอาดและละเอียดของมัน แท้จริงแล้วขนของมันไม่ใช่สีขาวเลยแม้แต่น้อย ซึ่งขนของหมีขั้วโลกนั้นเหมือนกับผ้าห่มหนาที่ทำมาจากหลอดดูดน้ำแบบละเอียด ทั้งหมดเหมือนเคลือบด้วยยาทาเล็บ แพขนจะสะท้อนแสงแดดที่ทอดลงมาบนหิมะ ทำให้มันดูเป็นสีขาวและกลืนไปกับสภาพแวดล้อม
เมื่อถึงเวลาอาหาร นักกินที่มูมมามอย่างหมีขั้วโลกจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อกินอย่างสะอาดการดูแลตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ของหมีขั้วโลก พวกมันสนใจกับการดูแลตัวเองมาก และไม่แปลกที่หมีจะหยุดกินแล้วทำความสะอาดอุ้งเท้าที่เปรอะไปด้วยเลือด ก่อนจะกลับไปกินต่อแต่ที่หมีขั้วโลกทำเช่นนี้คือมีเหตุผลว่าขนที่เกรอะกรังและสกปรกจะไม่สามารถช่วยป้องกันความหนาวเย็นได้ เพราะการป้องกันความหนาวคือสิ่งสำคัญต่อหมีขั้วโลก หมีมีระบบทำความร้อนสำรองใต้เส้นขน ชั้นไขมันหนาจะเก็บความร้อนไว้ภายในร่างกาย ซึ่งหมีขั้วโลกจะรักษาอุณหภูมิร่างกายให้เป็นปกติอยู่ตลอดเวลา

ในบางครั้ง ขนที่หนาและละเอียดของมัน รวมถึงชั้นไขมันอาจทำให้ความร้อนในตัวสูงเกินไปจนอาจเสียชีวิตได้ ทำให้พวกมันต้องใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้า งานวิจัยต่างๆ แสดงว่าการเดินช้าๆ ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายของพวกมันได้ เจ้าหมีจะเดินไปบนน้ำแข็งและหิมะด้วยความเร็วเพียง 3 – 4 ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้น

หมีขั้วโลกครองสถิติเท้าใหญ่ที่สุดในบรรดาตระกูลหมีทั้งหมด อุ้งเท้าขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาพิเศษสำหรับน้ำแข็งโดยเฉพาะ เท้าของมันปกคลุมไปด้วยปุ่มคล้ายนิ้วที่เรียกว่า “พาพิเล” ซึ่งช่วยทำให้ฝ่าเท้ามีลักษณะเหมือนกระดาษทราย ทำให้มีแรงฝืดบนน้ำแข็งอันแสนลื่นได้ เท้ากึ่งพังผืดทำให้สามารถว่ายน้ำได้อย่างง่ายดาย อุ้งเท้าหนาทำหน้าที่เปรียบเสมือนไม้พาย ผลักดันร่างกายอันใหญ่โตผ่านน้ำ ฝ่าเท้าหลังบังคับทิศทางเสมือนหางเสือกรงเล็บจะจิกลงไปบนแผ่นน้ำแข็งช่วยให้มันยกตัวขึ้นจากน้ำได้ พวกมันไม่มีปัญหาในการเกาะแพน้ำแข็งเพื่อเดินเช่นกัน เท้าใหญ่ของมันจะช่วยในการกระจายน้ำหนักเหนือแผ่นน้ำแข็งบางๆ และถ้าหากน้ำแข็งบางเกินไป พวกมันจะนอนราบไปบนพื้นน้ำแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแตกหัก



หมีเพศเมียที่ตั้งท้องต้องขุดโพรงสำหรับคลอดลูกในฤดูใบไม้ร่วง ลูกหมีมักถือกำเนิดในเดือนธันวาคมและมกราคม ตอนเกิดพวกมันจะมีน้ำหนักเพียงหนึ่งปอนด์เท่านั้น และจะใช้เวลา 3 – 4 เดือน ในการกินและนอนหลับเคียงข้างแม่ แต่ไม่ใช่การจำศีล เพราะหมีขั้วโลกไม่มีการจำศีล

หมีขั้วโลกจะกินเกือบทุกสิ่ง มันกินวอลรัส สุนัขจิ้งจอก นกทะเล ในบางครั้งฝูงวาฬเบลูก้าจะว่ายเข้ามาติดในช่องว่างระหว่างแพน้ำแข็ง ทำให้หมีหาอาหารง่าย หมีขาวร่างใหญ่กินอาหารหลากชนิด แต่สัตว์หลากชนิดเหล่านั้นต้องอาศัยหมีเหมือนกัน เช่นสุนัขจิ้งจอกขั้วโลก มันจะคอยติดตามหมีอยู่เสมอเพื่อหาเศษอาหารที่เหลือ นอกจากหมีขั้วโลกจะกินเนื้อสัตว์แล้ว มันยังต้องหาแหล่งแร่ธาตุและวิตามินเพื่อพวกมันจะได้กินอาหารครบหมู่ แม่หมีจะคอยแสดงให้ลูกเห็นถึงประโยชน์ของการกินผักเขียวตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเพราะเจ้าตัวเล็กชอบที่จะเลือกกิน

หมีขั้วโลกทั้งเพศผู้และเพศเมีย ต่างเป็นนักพเนจรที่โดดเดี่ยว แยกห่างจากกันและกัน นอกเหนือจากเวลาที่พวกมันมาชุมนุมกันเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง เช่น ในฤดูผสมพันธุ์ หมีที่สูง10 ฟุต โตเต็มที่อาจอยู่ได้นาน 30 ปี ตลอดชีวิตของหมีขั้วโลกนั้น การอดทน การออกล่าการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด นี่คือวิถีแห่งราชาน้ำแข็ง วิถีแห่งหมีขั้วโลก

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ปลาโลมาสีชมพู


"ปลาโลมาสีชมพู” อาศัยเป็นจ้าวถิ่นอยู่บริเวณ “อ่าวเสด็จ” หรือที่ชาวบ้านแถบนั้นเรียกแบบติดสำเนียงทองแดงจนเพี้ยนไปเป็น “อ่าวเตล็ด” ตั้งอยู่บริเวณเหนือสุดของอ่าวขนอม ในเขตอ.ขนอม ดินแดนนครศรีธรรมราช มานานนับหลายสิบปี ชาวบ้านกับชาวประมงในละแวกนั้นเห็นฝูงเจ้าปลาโลมาสีชมพูมาแหวกว่ายวนเวียน อวดโฉมหน้าและดวงตาทะเล้นสุกใส บนผิวน้ำยามที่ต้องโผล่พ้นขึ้นมาหายใจทุกเมื่อเชื่อวัน อยู่ตลอดทั้งปี เป็นภาพที่ชินตายิ่งนัก สำหรับคนที่ได้เห็นทุกวัน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวผู้เสาะแสวงหาธรรมชาติอย่างถึงที่สุดแล้ว ล้วนตื่นเต้นแปลกตากับฝูงเจ้าโลมาสีชมพู ซึ่งปกติแล้วปลาโลมาจะมีลักษณะสีเทาเผือก แต่ปลาโลมาสีชมพูที่ว่าจะมีอายุประมาณ 40-50 ปี สีเทาที่ผิวของมันจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูทั่วทั้งตัวในที่สุด

ไม่แปลกใจหากเราจะพบว่าฝูงปลาโลมาเหล่านี้ ออกมาอวดโฉมหน้าให้ได้เห็นอย่างไม่เคอะเขิน ราวกับว่านี่คือกิจวัตรประจำวันที่ต้องออกมาทักทายอาคันตุกะ ที่ต้องการมายลโฉมให้เห็นเป็นบุญตา ก็อาจเป็นเพราะนักท่องเที่ยวเองด้วยที่รักษามารยาทของความเป็นนักท่องเที่ยว ธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่ขอเพียงแค่ได้พบเห็น และพยายามถนอมรักษาสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่เบื้องหน้าไว้ให้ได้นานที่สุด เพราะความสุขที่ได้รับผ่านสายตาและเลนส์กล้องนั้นก็เป็นความสุขเกินบรรยาย แล้ว



ตามคำบอกเล่าของ “ชวนชื่น อรรถพร” ผู้ดูแลธุรกิจท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในเมืองขนอม และเพิ่งมาจับธุรกิจท่องเที่ยวตัวนี้ได้เพียง 10 ปี บอกว่า “ไม่รู้ว่าปลาโลมาเหล่านี้มาอาศัยอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เท่าที่พี่เข้ามาจับธุรกิจท่องเที่ยวตรงนี้เมื่อ 10 ปี ก่อน ก็เห็นแล้ว แปลกที่พี่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ที่ตรงนี้มีฝูงโลมาอยู่ด้วย น่าเสียดายที่คนไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ จะมีก็เฉพาะคนท้องที่เท่านั้นจริง ๆ ถึงจะทราบ แต่เขาก็เฉย ๆ ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่อะไร พี่อยากเรียกมันว่าเป็นสิ่งที่สวรรค์ซ่อนเร้นจริง ๆ ”

อย่างไรก็ตาม เจ้าโลมาสีชมพูคงไม่ต้องถูกสวรรค์บดบังอีกต่อไป เพราะในอีกปีข้างหน้า ฝูงโลมาสีชมพู ก็จะถูกบันทึกเป็นบทหนึ่งในโครงการ “อันซีน ไทยแลนด์” อย่างเป็นทางการแล้ว

แม้เมืองขนอมในวันนี้ยังไม่บูมเรื่องท่องเที่ยวเท่าที่ควร เป็นเพราะคนอาจคิดว่าที่นี่เป็นเมืองอุตสาหกรรมเสียส่วนมาก ในขณะที่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเมืองขนอมนั้นมีมากมาย และยังคงสภาพตามธรรมชาติไว้ได้อย่างดีด้วย ทั้งชายหาดต่าง ๆ ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง ด้วยความสงบเงียบเรียบง่ายประกอบกับธรรมชาติยังไม่ถูกทำลายไปมากนัก ทั้งที่เมื่อก่อน ณ บริเวณอ่าวท้องเนียน ช่วงเดือนก.ค.ของทุกปีนั้น เคยจัดการแข่งขันกอล์ฟทะเลมาแล้วถึง 3 ปีซ้อน เนื่องจากมีพื้นที่ชายหาดนับพันไร่ และเป็นการโปรโมทด้านการท่องเที่ยวไปในตัว แต่ก็ต้องมีอันพับโครงการไปด้วยเหตุผลกลไกของภาครัฐ